วันจันทร์ที่ 8 กันยายน พ.ศ. 2557

การศึกษาใน 21st Century






การศึกษาใน 21st Century



Authentic learning

    การเรียนรู้ที่แท้จริงอยู่ในโลกจริงหรือชีวิตจริง การเรียนวิชาในห้องเรียน
ยังไม่ใช่การเรียนรู้ที่แท้จริง ยังเป็นการเรียนแบบสมมติ ดังนั้น ครูเพื่อศิษย์
จึงต้องออกแบบการเรียนรู้ให้ศิษย์ได้เรียนในสภาพที่ใกล้เคียงชีวิตจริงที่สุด



Mental Model Building

    การเรียนรู้ในระดับสร้างกระบวนทัศน์อาจมองอีกมุมหนึ่งว่า เป็น 
authentic learning แนวหนึ่ง ผมมองว่านี่คือ การอบรมบ่มนิสัย หรือ
การปลูกฝังความเชื่อหรือค่านิยมในถ้อยคำเดิมของเรา

Internal Motivation

    การเรียนรู้ที่แท้จริงขับดันด้วยฉันทะ ซึ่งเป็นสิ่งที่อยู่ภายในตัวคน
ไม่ใช่ขับดันด้วยอำนาจของครูหรือพ่อแม่ เด็กที่เรียนเพราะไม่อยากขัดใจ
ครูหรือพ่อแม่จะเรียนได้ไม่ดีเท่าเด็กที่เรียนเพราะอยากเรียน

Multiple Intelligence

    เวลานี้เป็นที่เชื่อกันทั่วไปแล้วว่า มนุษย์เรามีพหุปัญญา (Multiple 
Intelligence) และเด็กแต่ละคนมีความถนัดหรือปัญญาที่ติดตัว
มาแต่กำเนิดต่างกัน รวมทั้งสไตล์การเรียนรู้ก็ต่างกัน

Social Learning

     การเรียนรู้เป็นกิจกรรมทางสังคม หากยึดหลักการนี้ ครูเพื่อศิษย์ก็
จะสามารถออกแบบกระบวนการทางสังคมเพื่อให้ศิษย์เรียนสนุก และเกิด
นิสัยรักการเรียน เพราะการเรียนจะไม่ใช่กิจกรรมส่วนบุคคลที่หงอยเหงา
น่าเบื่อ  


"ทักษะเพื่อการดำรงชีวิตในศตวรรษที่ 21"

ครูต้องไม่สอน แต่ต้องออกแบบการเรียนรู้ 

และอำนวยความสะดวก (facilitate)
การเรียนรู้ ให้นักเรียนเรียนรู้จาก
การเรียนแบบลงมือทำ หรือปฏิบัติ

แล้วการเรียนรู้ก็จะเกิดจากภายในใจและ

สมองของตนเอง การเรียนรู้แบบนี้เรียกว่า 

PBL (Project-Based Learning)



ความเข้าใจบทบาทของการศึกษาในศตวรรษที่ 21

      หนังสือ 21st Century Skills : Learning for Life in Our Times ระบุ
บทบาทของการศึกษา เปรียบเทียบยุคเกษตรกรรม ยุคอุตสาหกรรม และ
ยุคปัจจุบันที่เรียกว่ายุคความรู้ ไว้ใน ๔ บทบาท อันได้แก่ 1. เพื่อการ
ทำงานและเพื่อสังคม 2. เพื่อฝึกฝนสติปัญญาของตน 3. เพื่อทำหน้าที่
พลเมือง และ 4. เพื่อสืบทอดจารีตและคุณค่า

ทักษะครูเพื่อศิษย์ไทยในศตวรรษที่ 21

         ครูเพื่อศิษย์ต้องไม่ใช่แค่มีใจ เอาใจใส่ศิษย์เท่านั้น ยังต้องมีทักษะใน
การเข้าใจศิษย์ ให้รักการเรียนรู้ ให้สนุกกับการเรียนรู้ หรือให้การ
เรียนรู้สนุกและกระตุ้นให้อยากเรียนรู้ต่อไปตลอดชีวิต
ครูจึงต้องยึดหลัก “สอนน้อย เรียนมาก” คือ ในการจัดกิจกรรม
ต่าง ๆ ของเด็ก ครูต้องตอบได้ว่า ศิษย์ได้เรียนอะไร และเพื่อให้ศิษย์ได้
เรียนสิ่งเหล่านั้น ครูต้องทำอะไร ไม่ทำอะไร ในสภาพเช่นนี้ ครูยิ่งมีความ
สำคัญมากขึ้น และท้าทายครูทุกคนอย่างที่สุดที่จะไม่ทำหน้าที่ครูผิดทาง
คือ ทำให้ศิษย์เรียนไม่สนุก หรือเรียนแบบขาดทักษะสำคัญ
การเรียนรู้ในศตวรรษที่ ๒๑ ต้อง “ก้าวข้ามสาระวิชา” ไปสู่การเรียนรู้

ทักษะเพื่อการดำรงชีวิตในศตวรรษที่ 21 ได้แก่

สาระวิชาหลัก
• ภาษาแม่ และภาษาโลก
• ศิลปะ
• คณิตศาสตร์
• เศรษฐศาสตร์
• วิทยาศาสตร์
• ภูมิศาสตร์
• ประวัติศาสตร์
• รัฐ และความเป็นพลเมืองดี

หัวข้อสำหรับศตวรรษที่ 21
• ความรู้เกี่ยวกับโลก
• ความรู้ด้านการเงิน เศรษฐศาสตร์ ธุรกิจ และการเป็นผู้ประกอบการ
• ความรู้ด้านการเป็นพลเมืองดี
• ความรู้ด้านสุขภาพ
• ความรู้ด้านสิ่งแวดล้อม

ศาสตราใหม่สำหรับครูเพื่อศิษย์
           
      ครูเพื่อศิษย์ต้องเปลี่ยนแปลงตัวเองโดยสิ้นเชิงเพื่อให้เป็น “ครูเพื่อศิษย์
ในศตวรรษที่ 21” ไม่ใช่ครูเพื่อศิษย์ในศตวรรษที่ 20 หรือศตวรรษที่ 19 
ที่เตรียมคนออกไปทำงานในสายพานการผลิตในยุคอุตสาหกรรม การศึกษา
ในศตวรรษที่ 21 ต้องเตรียมคนออกไปเป็นคนทำงานที่ใช้ความรู้ (knowledge
worker) และเป็นบุคคลพร้อมเรียนรู้ (learning person) ไม่ว่าจะประกอบ
สัมมาชีพใด มนุษย์ในศตวรรษที่ 21 ต้องเป็นบุคคลพร้อมเรียนรู้ และเป็น 
คนทำงานที่ใช้ความรู้ แม้จะเป็นชาวนาหรือเกษตรกรก็ต้องเป็นคนที่พร้อม
เรียนรู้ และเป็นคนทำงานที่ใช้ความรู้ ดังนั้น ทักษะสำคัญที่สุดของศตวรรษ
ที่ 21 จึงเป็นทักษะของการเรียนรู้ (learning skills)



พัฒนาสมอง 5 ด้าน
     
โลกยุคใหม่ให้โอกาสประชาธิปไตยแก่เราแล้ว เราต้องฉวยโอกาสนั้น
การพัฒนาสมองที่สำคัญ ซึ่งผมได้อ่านและสังเคราะห์มาฝากนั้น
มาจากหนังสือ 21st Century Skills : Rethinking How Students Learn
บทที่ 1 Five Minds for the Future เขียนโดย ศาสตราจารย์ผู้ยิ่งใหญ่
แห่งทฤษฎีพหุปัญญา (Multiple Intelligence) คือ โฮวาร์ด การ์ดเนอร์ 
(Howard Gardner)
นี่คือ พลังสมอง ๕ ด้าน หรือ จริต ๕ แบบที่คนในอนาคตจะต้องมี
และครูเพื่อศิษย์จะต้องหาทางออกแบบการเรียนรู้ให้ศิษย์ได้พัฒนาสมองครู พื่อศิษย์
ภาค ๑ ทักษะเพื่อการดำรงชีวิต ในศตวรรษที่ ๒๑ ภาค ๕ เรื่องเล่าตามบริบท : จับความจากยอดครูมาฝากครูเพื่อศิษย์ (21st Century Skills) 23
ครู พื่อศิษย์23
ทั้ง 5 ด้านนี้ ที่จริงครูสอนไม่ได้ แต่ศิษย์เรียนได้และเรียนได้ดี หากครู
ใช้วิธีการที่ดีในการจัดการเรียนรู้ให้แก่ศิษย์

พลังสมอง 3 ใน 5 ด้านนี้เป็นพลังเชิงทฤษฎี หรือที่เรียก cognitive
mind ได้แก่ สมองด้านวิชาและวินัย (disciplined mind) สมองด้าน
สังเคราะห์ (synthesizing mind) และสมองด้านสร้างสรรค์ (creating 
mind) อีก 2 ด้านเป็นพลังด้านมนุษย์สัมผัสมนุษย์ได้แก่ สมองด้านเคารพ
ให้เกียรติ (respectful mind) และสมองด้านจริยธรรม (ethical mind)
การเรียนรู้เพื่อพัฒนาสมอง 5 ด้าน ไม่ดำเนินการแบบแยกส่วน
แต่เรียนรู้ทุกด้านไปพร้อม ๆ กัน หรือที่เรียกว่าเรียนรู้แบบบูรณาการ และ
ไม่ใช่เรียนจากการสอน แต่ให้เด็กเรียนจากการลงมือทำเองซึ่งครูมี
ความสำคัญมาก เพราะเด็กจะเรียนได้อย่างมีพลัง ครูต้องทำหน้าที่
ออกแบบการเรียนรู้ และช่วยเป็น “คุณอำนวย” หรือเป็นโค้ชให้ ครูที่เก่ง
และเอาใจใส่จะช่วยให้นักเรียนเรียนรู้ได้ลึกและเชื่อมโยง นี่คือ มิติ
ทางปัญญา

สมองด้านวิชาและวินัย (disciplined mind)

    คำว่า disciplined มีได้ 2 ความหมาย คือหมายถึง มีวิชาเป็น
รายวิชาก็ได้ และหมายถึงเป็นคนมีระเบียบวินัยบังคับตัวเองให้เรียนรู้เพือยู่ในพรมแดนความรู้ก็ได้ 

สมองด้านสังเคราะห์ (synthesizing mind)

       ความสามารถในการรวบรวมสารสนเทศและความรู้ต่าง ๆ ที่
เกี่ยวข้อง นำมากลั่นกรองคัดเลือกเอามาเฉพาะส่วนที่สำคัญ และจัดระบบ
นำเสนอใหม่อย่างมีความหมาย คนที่มีความสามารถสังเคราะห์เรื่องต่าง ๆ
ได้ดีเหมาะที่จะเป็นครู นักสื่อสาร และผู้นำ

สมองด้านสร้างสรรค์ (creating mind)

 ทักษะที่คนไทยขาดที่สุด โดยคุณสมบัติสำคัญที่สุดของสมอง
สร้างสรรค์คือ คิดนอกกรอบ แต่คนเราจะคิดนอกกรอบเก่งได้ต้องเก่ง
ความรู้ในกรอบเสียก่อน แล้วจึงคิดออกไปนอกกรอบนั้น ถ้าคิดนอกกรอบ
โดยไม่มีความรู้ในกรอบเรียกว่า คิดเลื่อนลอย



ศัตรูสำคัญที่สุดของความคิดสร้างสรรค์ คือ การเรียนแบบท่องจำ



สมองด้านเคารพให้เกียรติ (respectful mind)

         คุณสมบัติด้านเคารพให้เกียรติผู้อื่นมีความจำเป็นในยุคโลกาภิวัตน์ที่
ผู้คนเคลื่อนไหวเดินทางและสื่อสารได้ง่าย  คนเราจึงต้องพบปะผู้อื่น
จำนวนมากขึ้นอย่างมากมาย และเป็นผู้อื่นที่มีความแตกต่างหลากหลาย
ทั้งด้านกายภาพ นิสัยใจคอ วัฒนธรรมความเป็นอยู่ ความเชื่อ ศาสนา
มนุษย์ในศตวรรษที่ ๒๑ จึงต้องเป็นคนที่สามารถคุ้นเคยและให้เกียรติคนที่
มีความแตกต่างจากที่ตนเคยพบปะได้

สมองด้านจริยธรรม (ethical mind)   

     ทักษะเชิงนามธรรม เรียนรู้ซึมซับได้โดยการชวนกันสมมติและ
แลกเปลี่ยนข้อคิดเห็นกันว่าตัวเองเป็นอย่างไรในเรื่องใดเรื่องหนึ่ง และหาก
คนทั้งโลกเป็นอย่างนี้หมด โลกจะเป็นอย่างไร รวมทั้งอาจเอาข่าวเรื่องใด
เรื่องหนึ่งขึ้นมาคุยกัน ผลัดกันออกความเห็นว่าพฤติกรรมในข่าวก่อผลดี
หรือผลเสียต่อการอยู่รวมกันเป็นสังคมที่มีสันติสุขอย่างไร




ทักษะการเรียนรู้และนวัตกรรม

       ทักษะด้านการเรียนรู้และนวัตกรรม (Learning and Innovation 
Skills) นี้คือ ทักษะพื้นฐานที่มนุษย์ในศตวรรษที่ ๒๑ ทุกคนต้องเรียน
เพราะโลกจะยิ่งเปลี่ยนแปลงเร็วขึ้นเรื่อย ๆ และมีความซับซ้อนซ่อนเงื่อน
มากขึ้น คนที่อ่อนแอในทักษะด้านการเรียนรู้และนวัตกรรมจะเป็นคนที่
ตามโลกไม่ทัน เป็นคนอ่อนแอ ชีวิตก็จะยากลำบาก
ครูเพื่อศิษย์จึงต้องเอาใจใส่ พัฒนาขีดความสามารถของตนเองใน
ด้านนี้ ให้สามารถออกแบบการเรียนรู้เพื่อให้ศิษย์เรียนรู้และพัฒนาทักษะ
ของตนเองในด้านการเรียนรู้และนวัตกรรมได้ตลอดชีวิต  

ทักษะการคิดอย่างมีวิจารณญาณ (critical thinking) 

      ทักษะการคิดอย่างมีวิจารณญาณ (critical thinking) เป็นทักษะ
สำคัญสำหรับการเป็นมนุษย์ในศตวรรษที่ ๒๑ ประเด็นสำคัญสำหรับครู
เพื่อศิษย์คือ ต้องแสวงหาวิธีการออกแบบการเรียนรู้เพื่อให้ศิษย์ (ไม่ว่า
จะอยู่ในช่วงอายุใดก็ตาม) พัฒนาทักษะนี้ รวมทั้งครูก็ต้องฝึกฝนทักษะนี้
ของตนเองด้วย



ทักษะด้านเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร
       
ย้อนกลับไปทำความเข้าใจ The 21st Century Knowledge and
Skills Rainbowเพื่อให้เห็นตำแหน่งภาพรวมของทักษะที่เรา
กำลังใฝ่ฝันสร้างวิธีเรียนรู้ให้แก่ศิษย์ จะเห็นว่าทักษะด้านเทคโนโลยีสาร
สนเทศและการสื่อสาร (Information, Media, Technology Skill) เป็นอีก
ทักษะหนึ่งที่มีความสำคัญมากในศตวรรษที่ 21

แนวคิดการเรียนรู้สำหรับครูเพื่อศิษย์
สอนน้อย เรียนมาก

    สอนน้อย เรียนมาก (Teach Less, Learn More) เป็นอุดมการณ์
ด้านการศึกษาของประเทศสิงคโปร์ ซึ่งไม่ได้หมายความว่าครูทำงานน้อยลง
แต่ความจริงกลับต้องทำงานหนักขึ้น เพราะต้องคิดหาวิธีให้นักเรียนเรียน
ได้มากขึ้น คือ ครูสอนน้อยลง แต่หันไปทำหน้าที่ออกแบบการเรียนรู้ 
ชักชวนนักเรียนทบทวนว่าในแต่ละกิจกรรมของการเรียนรู้ นักเรียนได้เรียน
รู้อะไร และอยากเรียนรู้อะไรเพิ่มขึ้นอีก

ฝึกฝนตนเอง

      ครูที่ดี ต้องเรียนรู้เคี่ยวกรำฝึกฝนตนเองยิ่งกว่าศิษย์ จึงจะเป็นครูที่ดี
ได้ ต้องไม่ใช่แค่เอาใจใส่และรักศิษย์ แต่ต้องศึกษาฝึกฝนหาวิธีการเป็น 
“โค้ช” หรือ “คุณอำนวย” (facilitator) ของการเรียนรู้ของศิษย์ที่ดีหรือ
เหมาะสมยิ่ง ๆ ขึ้นไป โดยต้องตระหนักว่า ในโลกยุคใหม่ เด็กและสังคม
เปลี่ยน ทฤษฎีการเรียนรู้เก่า ๆ บางทฤษฎีล้าหลังหรือใช้ไม่ได้ผล ครูจึง
ต้องเรียนรู้ ทดลองใช้ทฤษฎีใหม่ ๆ ที่มีการวิจัยพัฒนาขึ้น โดยเฉพาะครู พื่อศิษย์
ภาค ๕ เรื่องเล่าตามบริบท : จับความจากยอดครูมาฝากครูเพื่อศิษย์ ภาค ๓ จิตวิทยาการเรียนรู้สำหรับครูเพื่อศิษย์ 119อย่างยิ่ง จากความก้าวหน้าด้านประสาทวิทยา (neuroscience) และ 
จิตวิทยาการรับรู้ (cognitive psychology)




ความมุ่งมั่นที่ชัดเจนและทรงคุณค่า

     ในสายตาของผม PLC เป็นการรวมตัวกัน “เดินทางไกลแห่งชีวิต”
ที่สมาชิกจะอุทิศชีวิตเพื่อการนี้ เพื่อการสร้างสรรค์คนรุ่นใหม่ของสังคม
เพื่อการสร้างสรรค์การเรียนรู้แนวใหม่ที่บรรลุ ทักษะเพื่อการดำรงชีวิตใน
ศตวรรษที่ ๒๑ (21st Century Skills) ในตัวศิษย์ เพื่อการสร้างสรรค์
“การศึกษา” แห่งศตวรรษที่ ๒๑ ที่แตกต่างจากการศึกษาในศตวรรษที่ ๒๐ 
และ ๑๙ โดยสิ้นเชิง และที่สำคัญยิ่งคือเพื่อชีวิตที่ดี ที่ประสบความสำเร็จ
ของครูและผู้ที่เข้ามาเกี่ยวข้องกับ PLC ทุกคน เพราะ PLC คือ มรรคาแห่ง
การเรียนรู้จากการปฏิบัติที่ทำให้ผู้เกี่ยวข้องเกิดทักษะการเรียนรู้ (Learning
Skills) แห่งศตวรรษที่ ๒๑ และเป็น “บุคคลเรียนรู้”  
การพัฒนาตนเองของครูเพื่อเป็นบุคคลเรียนรู้ (Learning person)
และร่วมกับสมาชิกของ PLC พัฒนาซึ่งกันและกัน ด้วยการเรียนรู้ร่วมกัน
ผ่านการปฏิบัติ (interactive learning through action) คือ มรรควิธีแห่ง
ชีวิตที่มีความสุข ที่ท่านจะสัมผัสได้ด้วยตนเองเมื่อท่านลงมือทำ

มุ่งเป้าหมายที่การเรียนรู้  (ไม่ใช่การสอน)

      อย่าลืมว่าครูมีงานมากอยู่แล้ว กิจกรรม PLC ต้องไม่เพิ่มภาระแก่ครู
และครูทุกคนมีสิ่งที่เขาภูมิใจ พึงระวังการเปลี่ยนแปลงที่มีผลไปกระทบ
ศักดิ์ศรีของเขา หรือกล่าวในทางตรงกันข้าม  PLC ต้องเข้าไปช่วยเพิ่มพูน
ศักดิ์ศรีของความเป็นครู
เพื่อพุ่งเป้าของ PLC ไปที่การเรียนรู้ของนักเรียน จึงมีคำถามหลัก ๒ 
คำถาม สำหรับ PLC
๑. ต้องการให้นักเรียนเรียนอะไร
๒. รู้ได้อย่างไรว่า นักเรียนแต่ละคนได้เรียนรู้สิ่งนั้น ๆ
หลักการสำคัญคือ นักเรียนทุกคนได้เรียนเท่าที่จำเป็น (essential 
learning) ตามเป้าหมายอันทรงพลัง (power standards) ไม่ใช่เรียนให้จบ
ตามที่กำหนดในหลักสูตร   






ทำสัปดาห์แรกให้เป็นสัปดาห์แห่งความประทับใจ

              วันแรกควรเป็นวันเบา ๆ ในเรื่องบทเรียนวิชา แต่วันนี้เป็นวันที่นักเรียน
และครูควรทำความรู้จักกัน ครูเลาแอนน์ให้นักเรียนได้ลงมือทำกิจกรรม
เพื่อจะได้มีสมาธิ ไม่ถูกรบกวนจากความโกลาหลต่างๆ เช่น ให้เขียนนามบัตร
ของตนเองสำหรับติดไว้ที่โต๊ะ ครูเลาแอนน์บอกว่า ลักษณะตัวหนังสือและ
ลวดลายจะช่วยให้ครูรู้นิสัยหรือบุคลิกของเด็กแต่ละคน  นอกจากนั้น ควร
ให้นักเรียนกรอกแบบสอบถาม “ทำความรู้จักกัน” บอกว่า ตนชอบและ
ไม่ชอบอะไรบ้าง ตนมีจุดแข็งจุดอ่อนอย่างไร มีสไตล์การเรียนอย่างไร
การให้กรอกแบบสอบถามช่วยให้นักเรียนมีกิจกรรมทำ และเปิดโอกาส
ให้ครูได้สังเกตหน้าตาท่าทาง การแต่งกาย ทรงผม บุคลิก ท่าทางครู พื่อศิษย์
ภาค ๕ เรื่องเล่าตามบริบท : จับความจากยอดครูมาฝากครูเพื่อศิษย์ 243
ปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่น ฯลฯ คำตอบจากแบบสอบถามจะบอกครูเกี่ยวกับ
บุคลิก และสไตล์การเรียนของนักเรียนแต่ละคน  ดังนั้น ครูต้องออกแบบ
แบบสอบถามที่มีความหมาย ซึ่งจะช่วยให้ครูรู้จักเด็กแต่ละคนในมิติที่ลึก
ในหนังสือมีตัวอย่างแบบสอบถามและวิธีแปลผลด้วย  
การดำเนินการต่าง ๆ ที่ผมเก็บความมาเล่าไว้ก่อนหน้านี้ ก็เพื่อสร้าง
ความประทับใจ และสร้างแรงบันดาลใจต่อการเรียนรู้ของศิษย์ทั้งสิ้น


วินัยไม่ใช่สิ่งน่ารังเกียจ

     วินัยมี ๒ ด้าน คือ วินัยเชิงบวกกับวินัยเชิงลบ ที่น่าเสียดายคือ 
โรงเรียนมักจะติดการใช้วินัยเชิงลบคือ ใช้บังคับและลงโทษ แทนที่จะใช้
วินัยเชิงบวก เพื่อให้อิสระและความรู้สึกปลอดภัยแก่เด็ก รวมทั้งเป็นเครื่อง
มือของการเรียนรู้ทักษะชีวิต   วินัยเชิงลบจะสร้างความรู้สึกต่อต้านในใจเด็ก 
และจะยิ่งยุให้เด็กทำผิดหรือท้าทาย เกิดเป็นวงจรชั่วร้ายในชีวิตเด็ก 
ทำให้เด็กเบื่อเรียนและเสียคน
ส่วนวินัยเชิงบวกจะช่วยลดความกลัวหรือวิตกกังวล ซึ่งเป็นธรรมชาติ
ของเด็ก เช่น กลัวสอบตก กลัวครูไม่รัก กลัวไม่เป็นที่ชื่นชอบของเพื่อน ๆ
กลัวเชย กลัวถูกเพื่อนล้อ กลัวถูกรังแก ฯลฯ วินัยเชิงบวกเป็นเครื่องมือของ
การอยู่ร่วมกันอย่างสันติ ช่วยให้เด็กเรียนรู้ฝึกฝนตนเองได้เต็มที่ เพราะ
บรรยากาศของความหวาดกลัวเป็นเครื่องบั่นทอนประสิทธิภาพของการ
เรียนรู้ ในขณะที่ความรู้สึกปลอดภัยช่วยให้จิตใจปลอดโปร่งเรียนรู้ได้ง่าย



สร้างนิสัยรักเรียน
          
พื้นฐานสมองของเด็กมีความสามารถในการเรียนรู้สูงกว่าที่เราคิด 
แต่เด็กจำนวนมากขาด “ไฟ” แรงบันดาลใจ (inspiration) หรือ แรงจูงใจ 
( motivation) ในการเรียน ด้วยเหตุผลที่หลากหลาย หากครูรู้จักกระตุ้น 
“ไฟปรารถนา” แห่งการเรียนรู้ของเด็กอย่างเหมาะสม หรือรู้จักปัดเป่า
ปัจจัยลบ ภารกิจของครูจะง่ายขึ้นมาก และเป็นภารกิจที่ให้ความชุ่มชื่น
แก่หัวใจได้มากอีกด้วย
หน้าที่ของ “ครูเพื่อศิษย์” คือ นำชีวิตของนักเรียนเข้าสู่ความ
สนุกสนานในการเรียน (The Joy of Learning) ซึ่งจะทำให้มีนิสัยรักเรียน
อย่าปล่อยให้ศิษย์ตกอยู่ใต้สภาพความทุกข์ระทมในการเรียนซึ่งจะทำให้มี
นิสัยเกลียดการเรียน
นี่คือหัวใจในหน้าที่ครู
ขอย้ำ หัวใจในหน้าที่ครูคือ สร้างนิสัยรักเรียน ซึ่งสำคัญกว่าการรู้
เนื้อหาวิชาครู พื่อศิษย์
ภาค 5 เรื่องเล่าตามบริบท : จับความจากยอดครูมาฝากครูเพื่อศิษย์ 259
ต่อไปนี้เป็นหลัก ๒๘ ประการ สำหรับสร้างนิสัยรักเรียน สร้างพลัง
หรือ “ไฟ” ในการเรียนรู้ของศิษย์

การอ่าน

      การอ่านหนังสือไม่แตกคืออุปสรรคอันดับ ๑ ของการเรียนให้ได้ผล
แท้จริงแล้ว ธรรมชาติของเด็กมีความอยากรู้อยากเห็น อยากเข้าใจ อยาก
ประสบความสำเร็จ และการอ่านได้เป็นสิ่งหนึ่งที่ตอบสนองจิตวิทยาข้อนี้
แต่เด็กหลายคนตกเป็นเหยื่อของการบังคับ การทำให้การอ่านเป็นเรื่องน่า
เบื่อ หรือเป็นสิ่งที่ทำให้ตนเองต่ำต้อยน้อยหน้าเพราะอ่านไม่เก่งเท่าคนอื่น
ทำให้เกิดจิตใต้สำนึกที่เกลียดการอ่าน
คำแนะนำต่อการสร้างนิสัยรักการอ่าน



1. ส่งเสริมให้เด็กอ่านหนังสือที่ตนชอบ หรืออยากอ่าน อย่าบังคับ
พ่อแม่และครูของเด็กเล็กต้องหาทางทำให้การอ่านเป็นเรื่องสนุก
และทำตนเป็นตัวอย่าง  หาเวลาอ่านหนังสือให้ลูกฟัง
2. ให้เด็กได้อ่านตามความเร็วในการอ่านของตนเอง อย่าเร่ง หรือ
จำกัดเวลา
3. เด็กที่มีปัญหาการอ่าน หรือเรียนช้า อาจมีปัญหาสายตาไวแสง
มากเกิน (scotopic sensivity syndrome) เวลาอ่านหนังสือจาก272 วิถีสร้างการเรียนรู้เพื่อศิษย์ ในศตวรรษที่ ๒๑
กระดาษมันหรือมีเงาสะท้อนแล้วปวดตา น้ำตาไหล เด็กเหล่านี้
อาจถูกวินิจฉัยผิดว่าเป็นโรค dyslexia หรือเป็นโรค ADHD ใน
ขณะที่จริงๆ แล้วเด็กไม่ได้มีปัญหาทางสมอง แต่มีปัญหาที่สายตา
ครูเลาแอนน์บอกว่า เด็กที่มีปัญหาการเรียนเกือบครึ่งหนึ่งเกิดจาก
 ปัญหาตาไวแสงมากเกินไปนี้เอง 




4. อย่าบังคับให้เด็กอ่านออกเสียง ให้อ่านออกเสียงหรืออ่านในใจก็ได้
ตามความชอบของแต่ละคน หากบังคับจะทำให้เด็กจำนวนหนึ่ง
 เกลียดการอ่าน
5. เลือกหนังสือที่น่าสนใจและตรงกับชีวิตจริงของเด็ก ให้เด็กอ่าน
เด็กบางคนไม่ชอบอ่านนวนิยาย แต่ชอบอ่านสารคดี หรือหนังสือ
 เกี่ยวกับธรรมชาติ สัตว์ พืช โบราณสถาน ฯลฯ ครูควรให้เด็ก
เริ่มต้นอ่านหนังสือประเภทที่ตนชอบ เมื่ออ่านคล่องและรักการ
อ่านแล้ว จึงส่งเสริมให้อ่านหนังสือประเภทอื่น ๆ เพื่อเรียนรู้
สั่งสมวิธีคิดของตนเอง การอ่านไม่ใช่แค่มีประโยชน์ให้อ่านออก
และเข้าใจเรื่อง แต่ยังให้ประโยชน์ในมิติที่ลึกคือ การคิดอย่างลึกซึ้ง
(critical thinking) และจินตนาการ (imagination) ด้วย ครู
สามารถพัฒนาลูกเล่นเพื่อทำให้ชั้นเรียนด้านการอ่านสนุกสนาน 
เกิดการอภิปรายให้ความเห็น โต้แย้ง มีการเล่นเกม การกำหนด
คำคุณศัพท์ที่อธิบายลักษณะของหนังสือนั้น 5 คำ (หรือมากกว่า)
ทำให้เกิดการเรียนรู้ในมิติที่ลึก




6. อย่าบังคับให้นักเรียนอ่านหนังสือที่ตนไม่ชอบจนจบ หากนักเรียน
 เบื่อจริง ๆ ก็ให้เลิกอ่านได้ โดยให้เขียนบันทึกไว้ว่าได้ความว่า
อย่างไร และรู้สึกอย่างไร และควรให้นักเรียนได้จับกลุ่มกัน
แลกเปลี่ยนความเห็นว่าหนังสือที่น่าอ่านเป็นอย่างไร หนังสือที่ครู พื่อศิษย์
ภาค ๕ เรื่องเล่าตามบริบท : จับความจากยอดครูมาฝากครูเพื่อศิษย์ 273
น่าเบื่อเป็นอย่างไร เพื่อครูจะได้เข้าใจเด็กแต่ละกลุ่ม แต่ละคน 
และหาหนังสือที่เหมาะสมมาให้อ่าน หรือให้นักเรียนเลือกเอง





7. ให้อ่านหนังสือบางเล่มโดยไม่มีการทดสอบในภายหลัง เพื่อให้เด็ก เข้าใจว่าการอ่านไม่ใช่การทดสอบ แต่เป็นทักษะที่มีประโยชน์ต่อ
ชีวิตในภายหน้า เป็นสิ่งที่เราฝึกเอาไว้ใช้ประโยชน์ในชีวิต ไม่ใช่
เพื่อให้ผ่านการสอบ


          

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น